iTUTOR 's BLOG

Blog เล็กๆ ของ คนๆหนึ่ง ผู้ซึ่งหลงไหลในเสียงดนตรี , หุ่นยนต์ , อาหาร และเทคโนโลยี

0

แด่ บุคคลที่ไม่มีความฝัน . .

คุณมีความฝันกันไหมครับ ?  วันนี้ผมมาเขียนบทความน่าหดหู่ของผมเรื่องนึง
ที่ผมกำลังสู้กับมันจนในตอนที่กำลังพิมพ์อยู่ และหลังจากนี้ ก็คงต้องฟัดกันไปอีกนาน

และก็คงไม่อยากเอาไปลงพันธุ์ทิพย์ เพราะมันอาจดูร้ายแรงเกินไปสำหรับผมที่จะรับความช่วยเหลือจากคนจำนวนมากขนาดนั้น
…… มาเริ่มกันเลยดีกว่าเนาะ

หลายๆคนก็พูดว่า อยากทำนู้นนี่นั้น

ผมก็เคยพูดนะ พูดบ่อยมากด้วย

ในเวลานี้ แม้ว่าผมจะได้พูดอะไรออกไปหลายอย่าง

ชักจูงผู้คน น้องๆ ให้ได้ทำตามความฝัน ได้บรรลุฝันของเขากัน .. แต่ของตัวเอง

แต่กับตัวของผมเอง ?

ก็ยังมีคำถาม ข้อเดิม วนถามซ้ำอยู่ในใจว่า

แล้วกูเองล่ะ ? มีความฝันไหม ?

ผมคิดว่า ผมในตอนนี้ กำลังหมดไฟ

 

ไม่สิ

 

ผมไม่มีมันมาตั้งแต่แรกแล้ว

 

ทุกๆวันนี้ผมยังตั้งข้อสงสัยว่า

ผมยังมีเป้าหมายในชีวิตกับตัวเองไหม ?

แค่นอกจากฝันว่าจะมีชีวิตที่ดีแล้ว ?

คำตอบมันออกมาเสมอว่า

 

” ไม่มี ”

ผมเคยเป็นคนที่มีเป้าหมายที่แรงกล้ามากๆ ในตอนชีวิต ม.ต้น และ ม.ปลาย

และผมทำมันแบบสุดชีวิต

แม้ว่าจะย่อท้อขนาดไหนก็เถอะ

ผมตั้งเป้าไว้ว่าจะทำให้พ่อแม่ภูมิใจให้ได้ด้วยการมาเรียนที่ จุฬา

 

เป็นเป้าหมายที่ใหญ่มากของเด็กคนนึง

ที่เห็นว่า เรื่องคุณค่าของชีวิต เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ

 

 

ผมเริ่มอ่านหนังสือ อย่างเอาเป็นเอาตาย

เกรดในห้องเรียน ผมกระเสือกกระสน ดิ้นทุรนทุราย

เพื่อที่จะให้ได้มันมา โดยชีวิตผมยังคิดไปข้างหน้าเรื่อยๆ

และ “ยังคงมองเห็นว่า ทางมันยังอีกยาวไกล”

โดยไม่ได้คิดถึง ศักยภาพของตัวเองเลย แถมยังดูถูกตัวเองซะด้วยซ้ำ ว่า คงไปไม่ถึงปลายทางหรอก

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผมบรรลุเป้าหมายตัวเองได้  โดยที่ตัวเองสักแต่ทำไปวันๆ

ถ้าอย่างนั้นมันเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ฟลุ้ค” งั้นหรือ ?

ผมยังหาความสุขจากสิ่งที่ตัวเองทำได้ “เป็นครั้งคราว” ซะงั้น

หลังจากสอบติด

ผมยอมรับว่าผมเคว้งมาก

เหมือนอารมณ์คนที่พ้นยอดภูเขา . . . ไป

แต่ หวังว่า จะเจออากาศดีๆ วิวดีๆ

ที่จริงแล้ว พอพ้นยอดภูเขา แม้ว่าจะเห็นทุกอย่าง ที่ใครหลายคนใฝ่ฝันและอยากจะมาเห็น

ทำไมผม “ไม่รู้สึกดี ” เหมือนที่ควรจะเป็นเลย ?

ผสมกับความรู้สึก เหมือน หมดแม๊กแล้ว ใช้พลังมาจนจะหมด

อาจเป็นเพราะเป้าหมายที่ผมอยากทำจริงๆ นี้ ผมตั้งมันไว้ใหญ่ไป

พอผมข้ามมันมาแล้ว ผมเริ่มหมดไฟ ที่จะมองเห็นสิ่งข้างหน้า เป็นสิ่งที่จูงใจและน่าทำต่อไป

 

ผมไม่มีความฝัน

ผมไม่มีแม้แต่สิ่งที่อยากเป็น และอยากทำจริงๆ

 

ผมมีแค่สิ่งที่ ผมบังเอิญทำตอนนั้น แล้วผลลัพธ์มันออกมาเข้าท่า

น่าลองทำต่อเพราะต่อๆไปคิดว่ามันคงจะออกมาดี  ก็มีหลายอย่าง

แทบจะเป็น Skill ของผมทั้งหมดที่ คนรู้จักผมน่าจะรู้ดี

ในตอนนั้น มีแรงผลักดันจากผลลัพธ์ที่ดี จากการกระทำนั้นๆ

อยากจะให้เกิดสิ่งดีๆขึ้นอีก

แข่งชนะ เป็นตัวแทน เห้ยได้ความรู้เจ๋งๆเพียบเลย เห้ยได้เจอคนมากมาย ได้เปิดโลกกว้าง

 

แต่เมื่อในวันนี้ สิ่งเหล่านั้น มันไม่มีโอกาสประจวบเหมาะที่จะทำให้มันเกิดขึ้นได้เลย ?

 

ปากบอกว่า ชอบหุ่นยนต์ ชอบคอม
อาจเป็นเพราะตอนนั้นรู้สึกดีกับสิ่งเหล่านั้นมาก
. . แต่ทำไมมันไม่ยืนยาวเลย ความรู้สึกดีๆนั่น

ทุกวันนี้ผมเรียนไม่ค่อยรู้เรื่องมากเท่าไร
อาศัยสัญชาติญาณในการแก้ปัญหา . . ซึ่งก็สู้คนที่เขามีใจรัก หรือแม้กระทั่งพรสวรรค์ในด้านนี้ไม่ได้
ยอมเป็นผู้แพ้ ซึ่งผมก็ไม่แคร์เรื่องศักดิ์ศรึอะไรมากมายหรอก

ช่วงนึงใน ชีวิตเด็กมัธยม
ผมได้ข้อคิดว่า ยิ่งเราไม่ชอบอะไร ให้เราใส่ใจ ให้เรารักมัน
“มนุษย์ จะเป็นไปอย่างที่ตัวเองคิด ”
สิ่งที่ผมได้ลองทำกับวิชาที่เรียนก็คือ ผมไม่ชอบคณิตศาสตร์
ไม่ชอบคิดเลข ไม่ชอบการคิดซ้ำซ้อนวุ่นวาย
ผมไม่ชอบการพิสูจน์(มากๆ)  หรือแม้กระทั่ง อะไรที่ต้องใช้ตรรกะเลยซักนิดเดียว
Rubik ,  Sudoku ผมไม่เคยมองว่ามันสร้างความบันเทิงเลย
ผมมองมันเป็นการ “CHALLENGE” ว่ามึงแน่แค่ไหนที่จะแก้ได้
มากกว่า

ใน ม.ต้น ผมทำได้ดีในวิชาภาษาอังกฤษ ผมสนุกกับมัน ผมเป็นตัวแทนแข่ง
เหมือนเดิมครับ มันไม่จีรังเลย . .  ผมสนุกกับมันได้แค่แป๊บเดียว

กับการกระทำที่ผมทำ ผม กินยาขม
ผมทำใจให้รักมัน ลองสนุกกับมัน
เห้ย มันไม่สนุกเลย แต่พอทำได้ ก็รู้สึกดี ทำไม่ได้ ก็แย่ และก็ท้อแท้ว่า เห้ยทำไมเราทำไม่ได้
ไอ้ความรู้สึกดี มัน อยู่แค่แป๊บเดียวจริงๆ

สุดท้าย ผมก็เลือกมาเรียนในแต่ละสิ่งอย่าง ที่เป็น ยาขมสำหรับผม

โดยคิดซะว่า มันเป็นกิจการของบ้านที่ผูกพันธ์มา เห้ย กุเป็นลูกเจ้าของร้านคอม กุก็ต้องทำงานเกี่ยวกับคอมสิวะ ?

ผมยังสงสัยตัวเอง ว่า กำลัง จะลองเชิงตัวเองว่าจะแดกยาขมไปได้นานซักเท่าไหร่ ?
และผมคงจะลองเชิงตัวเองแบบนี้มาตั้งแต่ผมจำความได้แล้วล่ะ

ผมเลยกลายเป็นคนไม่มีความฝัน
และพยายามอยู่กับสิ่งที่ตัวเองพอทำได้ (แล้วก็ไม่ได้ดีไปกว่าคนอื่นมากซักเท่าไหร่หรอก)
ซึ่งมันกำลังลดน้อยลงเรื่อยๆในแต่ละวัน

ถ้าผมไม่อยากเรียนสาขานี้ ถ้าผมไม่อยากทำงานตรงนี้

แล้วผมต้องการอะไร ?  แล้วถ้าเลิกจริงๆแล้ว จะทำอะไรต่อ . .

หรือที่จริงแล้ว ผมซึนเดเระ (ปากไม่ตรงกับใจ) มากๆ ?

หรือแค่เป็นอาการท้อแท้จากการเรียนไม่รู้เรื่องในภาคคอม
(อย่าพูดว่ากุเกรดดีมาก – เกรดมันเป็นแค่สิ่งที่วัดว่า คุณทำตามขั้นตอนได้ดีขนาดไหน มันไม่ได้แปลว่าคุณฉลาดพอ
แม้กระทั่งจะแก้ปัญหาง่ายๆ x+y = 8 บางที ผมก็ยังทำไม่ได้เลย -“แสรส กุรู้มึงขำ” )

หรืออาจเป็นอาการที่เห็นเพื่อนประสบความสำเร็จ
แล้วโทษตัวเองว่าโง่ ?

.
.
.
.

ผมกำลังตามหา แล้วผมก็ยังไม่เจอ

สุดท้ายนี้ก่อนจบ Entry นี้

 

 

ผมไม่ได้เขียน entry นี้มาเพื่อขอความเห็นใจ หรือให้คนมองผมว่าเป็นไอ้โง่ตัวหนึ่ง

แค่อยากจะระบายกับสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่ในทุกวันนี้

และพยายามเลิกโทษลิ้นตัวเอง ที่ชอบแดกแต่ยาขม แม้กระทั่งเห็นคนอื่นๆ ที่เขากินกันสบายๆ
หรือเราคิดไปเอง ?

ปล . กับเรื่องความรักอีกก็เช่นกัน ?
ปล2. อันที่จริงวิชาที่เรียนก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นนะครับ แค่ผมพื้นไม่แน่น(มากๆๆ) เท่านั้นแหละ
#คิดผิดไหมที่มาเรียนไกลบ้าน?

 

Comments

comments

iTUTOR~ • December 10, 2013


Previous Post

Next Post